วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

หาเวลางีบกลางวัน เพื่อสุขภาพที่ดี

นอนกลางวัน


ปัญหาการนอนหลับ (ตอนที่ 4) ทำไมต้องหาโอกาสนอน (งีบ) หรือนอนพักกลางวัน (หมอชาวบ้าน)
โดย แพทย์แผนจีน นพ.ภาสกิจ (วิทวัส) วัณนาวิบูล


          เป็นเรื่องยากลำบากของคนที่ทำงานออฟฟิศ ที่จะแนะนำให้หาเวลาไปนอนงีบช่วงกลางวัน แล้วค่อยตื่นขึ้นมาทำงาน ในต่างประเทศบางประเทศ ให้ความสำคัญกับการพักงีบช่วงกลางวันเป็นอย่างมาก ไม่ใช่เพราะนิสัยเกียจคร้านของพวกเขา เบื้องหลังการพักงีบหรือหลับกลางวัน คือภูมิปัญญาในการดูแลสุขภาพที่ลึกล้ำที่ควรแก่การวิเคราะห์


การนอนหลับเกี่ยวข้องกับการมีชีวิตอย่างมาก


          เคยมีคนทดลองให้คน 3 คน เข้าสู่การทดลอง


          คนที่ 1 ไม่ได้ดื่มอะไร
          คนที่ 2 ไม่ให้กินอะไร
          คนที่ 3 ไม่ให้นอนหลับ


          แล้วดูผลว่าใครจะทนไม่ไหวก่อนกัน


          ปรากฏว่า คนที่บังคับไม่ให้นอนหลับจะอาการหนักที่สุด แสดงว่าการนอนหลับ มีผลต่อร่างกายจิตใจและชีวิตอย่างมาก เมื่อเทียบกับการขาดอาหาร และน้ำดื่ม


แพทย์แผนจีน เน้นช่วงเวลาการนอนหลับอย่างไร


          1.นอนช่วงที่หยินเข้าสู่ภาวะสูงสุดก่อนเกิดหยาง (23.00-01.00 น.) เป็นช่วงแปรเปลี่ยนของพลังหยินเป็นพลังหยาง เรียกว่า เป็นการหลับในช่วงกลางคืน หลับในช่วงจื่อสื่อ


          2.นอนช่วงสั้น ๆ ในช่วงที่พลังหยางสูงสุดก่อนการเกิดพลังหยิน (11.00-13.00 น.) เป็นช่วงแปรเปลี่ยนพลังหยางเป็นพลังหยิน เรียกว่าหลับในช่วงหวู่สื่อ เป็นการหลับสั้น ๆ ในช่วงกลางวันหรือเที่ยง


          3.การหลับให้สนิทในช่วงพลังลมปราณเข้าอวัยวะตับ คือ 01.00-03.00 น. เพื่อรักษาและถนอมตับ และเก็บเลือดกลับสู่ร่างกายให้มากที่สุด เรียกว่าหลับในช่วงโฉว่สื่อ


          4.การหลับให้สนิทในช่วงพลังลมปราณเข้าอวัยวะปอด คือ 03.00-05.00 น. เพื่อช่วยให้ปอดสามารถส่งเลือด และพลังไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ เรียกว่า พลังในช่วงยิ่นสือ


การนอนหลับในช่วงกลางวันสำคัญอย่างไร


1.แพทย์แผนจีนกล่าวถึงการนอนหลับในช่วงแปรเปลี่ยนของพลังหยินหยาง คือ ช่วง 23.00-01.00 น. และช่วง 11.00-13.00 น. ว่า จื่อหวู่เจี้ยว


           ช่วงเวลาจื่น (23.00-01.00 น.) หลับยาว


           ช่วงเวลาหวู่ (11.00-13.00 น.) หลับสั้น ๆ


2.การหลับสั้น ๆ ในช่วงกลางวัน


           ช่วงลดภาวะหยางกำเริบ หรือไฟในร่างกายได้ โดยเฉพาะคนที่ปากเป็นแผลร้อนใน อารมณ์หงุดหงิด มีปัญหาการนอนไม่หลับในเวลากลางคืน ควรหาเวลาพักนอนหลับงีบสั้น ๆ หรือสงบอารมณ์ผ่อนคลายในช่วงนี้


           โดยธรรมชาติช่วงเวลา 11.00-13.00 น. เป็นช่วงที่พลังหยางสูงสุดในรอบวัน และยิ่งถ้าเป็นฤดูร้อน ช่วงที่อากาศร้อนจัด ความร้อนจะลอยสูงสู่เบื้องบน ทำให้เป็นช่วงที่ทำลายหยินของร่างกายได้มากที่สุด หลักการสำคัญของการพักจิตใจ หรือการนอนหลับ คือการนอนเสริมหยิน เพื่อลดความร้อนแรงของหยางนั่นเอง


           ถ้ายังทำงานไม่หยุด หรือใช้พลังหยางอย่างต่อเนื่องจะทำให้พลังหยางมากยิ่งขึ้น จะทำลายหยิน และเลือดอย่างมาก


           การนอนหลับสั้น ๆ ประมาณ 15 นาที 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ตามสภาพเงื่อนไขของแต่ละบุคคล และสภาพการงาน ถ้าไม่มีโอกาสนอนงีบก็ขอให้นั่งเอนงีบหรือปิดตาปล่อยวางจิต ลดการใช้เลือดและพลังหยางของร่างกาย ก็ยังได้ผลดีกว่าไม่พักสงบจิตเลย


3.การนอนหลับในช่วงเที่ยง


          ลดภาระการทำงานหนักของหัวใจ ลดอัตราการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันเฉียบพลันได้ร้อยละ 30 และเสริมการทำงานที่มีประสิทธิภาพในช่วงตอนบ่าย


นอนหลับ




4.ช่วงเที่ยงวัน ยังต้องพิจารณา เรื่องอาหารมื้อเที่ยงควบคู่กันไปด้วย


           ควรพักงีบก่อนกินอาหารเที่ยง หรือควรกินอาหารเที่ยงก่อนพักงีบ


           ปกติมักจะพักเที่ยงกันตอน 12.00 น. ตามหลักทฤษฎีแพทย์แผนจีนแล้ว ควรพักจิต หรืองีบหลับก่อนกินอาหาร เพราะเมื่อกินอาหารอิ่มแล้วไปนอนหลับ จะทำให้อาหารมีการย่อยดูดซึมไม่เต็มที่ (ไม่ว่าจะเป็นการกินอิ่มก่อนนอนในช่วงกลางวันหรือกลางคืน) เพราะขณะนอนพักร่างกายจะพักทำงาน ระบบย่อยอาหารจะทำงานน้อยลง จึงควรหาเวลาสั้น ๆ พักก่อนไปกินอาหาร หลังกินอาหารเที่ยงควรเดินพักผ่อน เคลื่อนไหวอิริยาบถเบา ๆ จึงจะเหมาะสมกว่า


           การกินอาหารเที่ยงไม่ควรเกิน 12.30 น. เพราะช่วง 13.00 น. เป็นช่วงส่งผ่านพลังลมปราณ มายังลำไส้เล็ก ซึ่งมีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารของดีขับแยกอาหารและของเสียออกจากกัน เพื่อขับทิ้งสู่ลำไส้ใหญ่ การทำงานของลำไส้เล็กที่ดีจะมีผลต่อการที่ร่างกายได้สารอาหารหล่อเลี้ยงที่สมบูรณ์


           ช่วงเวลา 13.00-15.00 น. ร่างกายค่อนข้างทำงานหนัก ด้านหนึ่งพลังหยินกำลังเกิด พลังหยางกำลังลดลง ร่างกายใช้พลังหยางมาตลอดช่วงเช้า บางคนต้องใช้กาแฟ น้ำชา ของเผ็ดร้อน มากระตุ้นระบบประสาทให้ทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน


           ขอแนะนำ ลองปรับเปลี่ยนเป็นวิถีธรรมชาติ ด้วยการหาเวลาหลับงีบสั้น ๆ หรือพักจิต หรือปิดตาผ่อนคลายในช่วงสั้น ๆ ระหว่างเวลา 12.00-13.00 น. ก่อนไปกินอาหาร จะทำให้อาการอ่อนล้าในช่วงบ่ายดีขึ้นได้ โดยไม่ต้องกระตุ้นด้วยกาแฟ เพราะเป็นวิธีที่เป็นธรรมชาติ


5.การนอนช่วงกลางวัน ไม่ควรยาวเกินหรือนานเกินไป


          เพราะจะไปรบกวนธรรมชาติของร่างกาย ทำให้วงจรนาฬิกาชีวิตแปรปรวนได้ เช่น เวลาที่ควรจะง่วงและนอนกลางคืนกลับไม่ง่วง ทำให้นอนดึก ตื่นสาย กินอาหารไม่ตรงตามเวลาที่เหมาะสม


          ช่วงหน้าร้อน กลางวันยาว กลางคืนสั้น การนอนช่วงกลางวัน ควรยาวกว่าปกติเล็กน้อย เพื่อเก็บสะสมหยินให้มากพอ


          ช่วงหน้าหนาว กลางวันสั้น กลางคืนยาว การนอนหลับ ช่วงกลางวันไม่ควรจะยาว เพราะต้องเก็บพลังหยางให้พอ


6.อาหารมื้อเที่ยง ไม่ควรอิ่มเกินไป


          เพราะร่างกายต้องใช้พลังมาบำรุงเลี้ยงในการย่อยมาก


7.ถ้าไม่มีโอกาสหลับ หรืองีบ


          ให้ปิดตาพักจิตใจในเวลาสั้น ๆ (การปิดตาคือการเสริมหยินและเสิน จิตประสาท สมอง) ลดการกระตุ้นจากภายนอก ทำให้จิตสงบ


สรุป


          การยึดกุมโอกาส คือความสำเร็จ


          วิธีธรรมชาติ ถ้าเรารู้จักกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเป็นอย่างดี เราสามารถหยิบโอกาสต่าง ๆ มาได้อย่างง่ายดาย ในทางตรงข้าม เวลาและโอกาสที่ผ่านไปสำหรับคนจำนวนมาก มองไม่เห็น เข้าไม่ถึง ได้แต่หยิบฉวยความว่างเปล่า ให้โอกาสและกาลเวลาผ่านไปอย่างน่าเสียดาย


          เคล็ดลับการนอนหลับโดยเฉพาะช่วงกลางคืน และการพักงีบสั้น ๆ ช่วงกลางวันเป็นภูมิปัญญาที่ลึกล้ำ ที่เหมาะกับการนำมาดูแลสุขภาพได้โดยไม่ต้องหายจากภายนอกแพทย์แผนจีนกล่าวไว้ว่า "บำรุงด้วยยา ไม่ดีเท่าการบำรุงด้วยอาหาร การบำรุงด้วยอาหาร ไม่ดีเท่าการบำรุงด้วยการนอนหลับ"
          กล่าวให้ถึงที่สุด การนอนหลับเป็นยาบำรุงชั้นดีของตับและไต

ออกจากห้องแอร์ เพื่อสุขภาพของคุณ

แอร์


ออกจากห้องแอร์ เพื่อสุขภาพของคุณ (e-magazine)
          เพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าว จึงทำให้หลายคนเลือกที่จะติดตั้งเครื่องปรับอากาศไว้ในบ้านบ้าน ซึ่งรวมถึงบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ที่ทำให้ชีวิตของคนในสังคมเมืองต้องสูดลมหายใจและนั่งอุดอู้อยู่ในห้องแอร์ ที่ให้ความเย็นสบายกาย แต่ทว่าความเย็นที่ไม่ได้มาจากธรรมชาตินี้ สามารถทำคุณป่วยหนักได้เช่นกัน

          อากาศเย็นสบายจากห้องแอร์ทำให้สาว ๆ ออฟฟิศได้แต่งตัวกันเต็มที่ก็จริงอยู่ แต่ทว่าเจ้าลมเย็น ๆ ชวนให้สบายใจนี้ นอกจากจะทำให้ผิวพรรณต้องแห้ง ซึ่งเป็นที่มาของริ้วรอยแล้ว ยังทำให้เราได้ยินเสียงไอ จาม และเจ็บคอ บ่อยขึ้นอีกด้วย ซึ่งอาการที่ว่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโรคทางเดินหายใจ ที่มักมีต้นตอมาจากการทำงานอยู่ภายในห้องแอร์

คุณเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ?

          นอกจากเด็ก ๆ และผู้สูงอายุแล้ว หนุ่มสาวออฟฟิศก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะคนที่ทำงานอยู่ในห้องที่อากาศแห้ง เพราะปรับเครื่องปรับอากาศอุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และประตูหน้าต่างปิดมิดชิด ไม่มีอากาศถ่ายเท

          นพ.อิทธิชัย วัชรีคุปต์ แพทย์สาขาอายุรกรรมทั่วไป แผนกประกันสังคม โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 เปิดเผยว่า ด้านในโพรงจมูกของคนเรามีเส้นเลือดแดงขนาดเล็ก และผนังบางจำนวนมากทำหน้าที่ปรับอากาศที่เย็น หรือแห้งจากภายนอกให้มีความอบอุ่นและความชื้นเหมาะสมกับอุณหภูมิของร่างกาย  แต่ในสภาพอากาศที่ค่อนข้างเย็น เซลล์ต่าง ๆ เช่น เซลล์เยื่อบุโพรงจมูก คอ หลอดลม ฯลฯ จะแห้งลงกว่าเดิม ทำให้ไม่มีเมือกมาป้องกันเซลล์จากเชื้อโรค เชื้อโรคจึงสัมผัสกับเซลล์โดยตรง โดยเฉพาะอากาศเย็น เพราะเครื่องปรับอากาศและไม่มีการถ่ายเทภายในห้อง เชื้อไวรัสจึงเจริญเติบโตได้ดี

          ขณะเดียวกัน เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ดักจับเชื้อโรคในร่างกายทำงานได้ลดลง ส่งผลให้เมื่อต้องอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน ๆ หลายคนอาจเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ เช่น หวัด ภูมิแพ้ ฯลฯ นอกจากนี้ ถ้าใช้นิ้วแหย่เข้าไปในรูจมูก หรือถูแรง ๆ ก็อาจมีเลือดออก และถ้ามีอาการแสบคอร่วมด้วยก็อาจเป็นแผลและติดเชื้อได้

วิธีป้องกัน

          ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หรือหอบมักจะมีอาการบ่อยขึ้น และรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อต้องอยู่ในห้องแอร์ ดังนั้น คุณจึงควรป้องกันอย่างถูกวิธี เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

          1.ระวังไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย อาจเป็นการล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ ไม่แคะ แกะ จับ บริเวณใบหน้า จมูก และปาก โดยที่ยังไม่ได้ล้างมือ รวมทั้งพยายามอยู่ในที่มีอากาศถ่ายเท และควรอยู่ให้ห่างจากผู้ที่เป็นหวัด

          2.รักษาความอบอุ่นของร่างกาย

          3.สร้างภูมิต้านทาน

                    - ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาทิตย์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที

                    - นอนให้เต็มอิ่ม

                    - รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นทานผัก ผลไม้สด เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินเพียงพอ

          4.สำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้ ควรหลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้

          5.ระวังไม่ให้ทางเดินหายใจแห้ง

                    - ใส่ผ้าปิดปาก เพราะผ้าปิดปากจะช่วยเก็บความชื้นและความอุ่นของลมหายใจ ทำให้ทางเดินหายใจชื้นและชุ่มชื้น

                    - ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ

                    - วางแก้วน้ำไว้ใกล้ ๆ ตัว ในห้องนอน ห้องนั่งเล่น และโต๊ะทำงาน

                    - ใช้วาสลีนทาเล็กน้อยบริเวณโพรงจมูก

ดูแลตัวเอง เมื่อเริ่มป่วย

          1.นอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น

          2.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยให้เลือกทานอาหารย่อยง่าย และเลือกทานผักผลไม้สด

          3.ล้างจมูก เมื่อจามบ่อย ๆ หรือรู้สึกคัดจมูก เพื่อล้างสารคัดหลั่งออกจากจมูก โดยให้ใช้น้ำเกลือ 0.9 เปอร์เซ็นต์ หรือน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 750 ซีซี ผสมเกลือแกง 2 ช้อนชา ใส่ในหลอดฉีดยาขนาด 10 ซีซี (ไม่มีเข็ม) จากนั้นก้มหน้าอ้าปากและกลั้นหายใจ แล้วจึงฉีดน้ำเกลือเข้าไปในจมูกข้างละ 2– 3ครั้ง ทำทั้งเช้าและเย็น จนอาการดีขึ้น

          4.ควรพบแพทย์ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ไข้ไม่ลด และรู้สึกปวดกล้ามเนื้อ เนื่องจากอาจเป็นไข้หวัดใหญ่ ส่วนไข้หวัดธรรมดามักมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม และคันคอเป็นอาการเด่น แต่ไม่ค่อยมีไข้สูงมากนัก


          แม้ว่าการใช้เครื่องปรับอากาศจะดูเหมือนมากด้วยข้อเสียที่พร้อมบั่นทอนสุขภาพของคุณ แต่ถ้าเรารู้จักใช้อย่างถูกวิธีและมีการป้องกันตนเอง เช่น ออกไปสูญอากาศบริสุทธิ์ภายนอก หรือติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ ไม่ว่าอากาศจะร้อนจนต้องพึ่งแอร์สักกี่เครื่อง สุดท้ายแล้วสุขภาพที่ดีก็จะไม่หนีไปไหน

9 กลเม็ดกินสารอาหารที่คุณขาดไม่ได้

อาหารเพื่อสุขภาพ



9 กลเม็ดกินสารอาหารที่คุณขาดไม่ได้ (Lisa)
          "โภชนาการที่ดี" หมายถึงอาหารที่คุณกินแล้วทำให้อิ่ม และยังให้สารอาหารซึ่งทำหน้าที่บำรุงร่างกายและป้องกันโรคต่าง ๆ เรามีเทคนิคเพื่อที่คุณจะได้รับสารอาหารเหล่านี้ทุก ๆ วันมาฝาก


+3 ใยอาหาร


          ใยอาหารมีประโยชน์กับร่างกายตั้งแต่ลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ และอาจป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วยซ้ำ


          1.อ่านฉลากอาหาร เพื่อหาขนมปังหรือซีเรียลที่ให้ปริมาณใยอาหารมากกว่า 3 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เพียงแค่ชามเดียว ก็น่าจะเพียงพอต่อความต้องการในหนึ่งวันของร่างกายแล้ว


          2.กินผักและผลไม้อย่างน้อย 5-9 หน่วยบริโภคต่อวัน ประมาณครึ่งหนึ่งของมื้อ ต้องเป็นผักหรือผลไม้ ทั้งนี้ น้ำผลไม้ไม่เกี่ยวนะจ๊ะ เพราะไม่มีใยอาหารเท่ากับผลไม้สด


          3.ถั่วมีทั้งโปรตีนและใยอาหาร คุณจึงอาจใส่ถั่วได้ทั้งในซุป สตูว์ สลัด ไข่ ฯลฯ


+3 แคลเซียม


          แคลเซียมเป็นสารอาหารมหัศจรรย์สำหรับผู้หญิง เนื่องจากช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ข้อดีก็คือ แม้แต่ในผลิตภัณฑ์จากนมไขมันต่ำก็ยังมีแคลเซียม คนที่กำลังลดน้ำหนักจึงไม่ต้องกลัวอ้วน


          1.เริ่มเช้าวันใหม่ด้วยกาแฟดำผสมกับนมไขมันต่ำ สำหรับคนชอบซีเรียลก็ควรจะราดด้วยนมไขมันต่ำอยู่แล้ว และอย่าลืมใส่ผลไม้สดลงไปด้วยล่ะ


          2.กินอาหารว่างเป็นโยเกิร์ตไขมันต่ำหรือเนยแข็ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังงานได้ดีรวมถึงน้ำผลไม้หรือซีเรียลแบบเสริมแคลเซียม


          3.อย่าลืมวิตามินเอ (ตับ ผลไม้สีเหลือง ส้ม และผักใบเขียว) วิตามินซี (ฝรั่งพริกหวาน) แมกนีเซียมและฟอสฟอรัส (เมล็ดพืชต่างๆ และธัญพืช เนยแข็ง งา) เพราะถ้าไม่มีวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้ ร่างกายอาจดูดซึมแคลเซียมไม่ได้ด้วยซ้ำ


+3 สารต้านอนุมูลอิสระ


          กลุ่มนี้ช่วยป้องกันเซลล์จากากรทำลายของอนุมูลอิสระ อาหารที่มีอนุมูลอิสระ เช่น อัลมอนด์ เบอร์รี่ ผลไม้ตระกูลส้ม ผักโขม มะเขือเทศ และพริกหวาน


          1.หากคุณชอบซีเรียล ก็ควรลองโรยอัลมอนด์ หรือเบอร์รี่ลงไปในชามก่อนกิน คนที่ชอบแซนด์วิชก็ควรจะหั่นผักและมะเขือเทศลงไปด้วย หรือหั่นพริกหวาน หรือผักโขมทับลงไปเป็นชั้นก็ได้


          2.แพ็กของกินยามว่าง เช่น ถั่วสักถุง พกเบบี้แครอตไว้เคี้ยวเพลิน ๆ มะเขือเทศราชินี หรือพริกหวานหั่นบาง ๆ ก็จะช่วยให้คุณไม่หิวโหยในระหว่างมื้อ


          3.เก็บกราโนล่าบาร์ผสมถั่วหรือผลไม้เอาไว้ในกระเป๋า ซึ่งมันให้ทั้งพลังงาน สารอาหาร และมีรสชาติอร่อยด้วย


ทิปสำหรับคนรักกาแฟ


          ในระหว่างที่คุณกำลังรอน้ำเดือด เพื่อชงกาแฟ ให้ดื่มน้ำผสมมะนาวในระหว่างรอ และหลังจากดื่มเสร็จก็ให้ดื่มน้ำอุ่นตาม เพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำในร่างกาย

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

อาหารหน้าหนาว "บำรุงร่างกาย" สุขภาพดี

         ช่วงนี้เข้าหน้าหนาวแล้วอากาศเริ่มเย็น ดูแลสุขภาพกันหน่อยนะคะ หาเสื้อกันหนาว ผ้าพันคอสวยๆ เวลานอนก็ห่มผ้าหนาๆ ให้ร่างกายอบอุ่นนะคะ จะได้ไม่เจ็บป่วย และวันนี้เรามีเคล็ดลับอาหารบำรุงร่างกายในฤดูหนาวนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกๆ คนนะคะ 

        อาหารตามหลักการแพทย์แผนจีนในฤดูหนาวก็ คือ การรับประทานอาหารที่ช่วยให้ร่างกายมีความอบอุ่น ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพดีไม่เจ็บป่วยง่ายในช่วงอากาศหนาวๆ เช่น ไข้หวัด ดังนั้น เราจึงควรรักษาความสมดุลของร่างกายจากผลกระทบของลม อากาศหนาวและความชื้นด้วยอาหารประจำวัน เช่น การดื่มไวน์แดงหนึ่งแก้ว รับประทานกะหล่ำปลีม่วงหรือเนื้อแกะก็จะช่วยให้ภายในร่างกายอบอุ่น นอกจากนี้ก็ยังมีอาหารอื่นๆ สู้ลมหนาวอีก เช่น กระเทียม ฟักทอง เนื้อสัตว์ ถั่ววอลนัต และผลไม้แห้ง
                1. อาหารเช้า
การรับประทานอาหารดิบๆ เช่น ผักดิบ ผลไม้ หรือผลไม้รสเปรี้ยว จะส่งผลให้ร่างกายเกิดความเย็น ซึ่งย่อมไม่ดีต่อสุขภาพในฤดูหนาวเป็นแน่ โดยเฉพาะเมื่อมือเท้าเย็น ในตอนเช้าคุณควรเริ่มต้นอาหารเช้าด้วยการรับประทานอาหารอุ่นๆ เช่น ข้าวกล้อง หรือข้าวต้มธัญพืชร้อนๆ หรือโจ๊กข้าวโอ๊ต โดยการเติมถั่วและผลไม้ลงไปต้มด้วย ก็จะเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดีในฤดูนี้
               2. อาหารกลางวัน
ควรเป็นอาหารที่ผ่านการหุงต้มร้อนๆ เพราะจะทำให้กระเพาะอาหารอบอุ่นและป้องกันหวัดได้ด้วย นอกจากนี้ ก็ควรเดิมวิตามินและเกลือแร่ให้ร่างกายด้วยผักชนิดต่างๆ เช่น ฟักทอง กะหล่ำขาว กะหล่ำม่วง แครอท มันฝรั่ง หรือมันเทศ และปรุงด้วยน้ำมันพืชกลั่นเย็น เช่น น้ำมันงา น้ำมันถั่ววอลนัต นอกจากนี้ ก็ควรรับประทานถั่วและเมล็ดพืช เช่น เมล็ดงา เป็นต้น
               3. อาหารเย็น
ควรเป็นอาหารร้อนๆ เช่น จับฉ่ายจากผักหัวต่างๆ รับประทานกับข้าวกล้องหรือข้าวต้มก็ได้ เครื่องดื่มก็ควรเป็นเครื่องดื่มร้อนๆ โดยเฉพาะเครื่องดื่มสมุนไพร เช่น น้ำตะไคร้ น้ำขิง หรือดื่มไวน์แดงสักหนึ่งแก้ว
               4. อาหารบำรุงร่างกายสู้ลมหนาว
     - ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต
     - ผัก เช่น กะหล่ำเขียว กะหล่ำม่วง ต้นกระเทียม ฟักทอง หัว         
  หอมใหญ่
     - เนื้่อสัตว์ เช่น เนื้อแกะ เนื้อไก่
     -เครื่องเทศ เช่น ยี่หร่า ต้นหอม กระเทียม อบเชย ก้านพลู
     - ถั่วเปลือกแข็ง เช่น ถั่ววอลนัต ถั่วฮาเซล ฯลฯ
     - ผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด อินทผาลัม ผลมะเดื่อ ฯลฯ


ที่มา : http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=2023&sub_id=18&ref_main_id=4

อาหาร 8 ชนิดที่เราอาจไม่ได้กินอีกต่อไป


ขนมปังภาวะขาดแคลนขนมปังเริ่มกลายเป็นความจริงที่น่าตกใจ ตั้งแต่ปีที่แล้ว ราคาของธัญพืชทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว เนื่องจากความร้อน ความแห้งแล้ง และไฟป่าในรัสเซีย รวมทั้งอุทกภัยที่ออสเตรเลียด้วย ผลผลิตข้าวสาลีที่เสียหายเมื่อปีที่ผ่านมาเป็นปัจจัยสำคัญของการปฏิวัติ “อาหรับสปริง” (ประชาชนประท้วงรัฐบาลที่ปล่อยให้ข้าวยากหมากแพง และขนมปังก็เป็นอาหารหลักของชาวอาหรับ) ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ผลกระทบของสภาวะอากาศต่อผลผลิตทั่วโลกถือว่าเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น อีก 20 ปีข้างหน้า ราคาขนมปังจะเพิ่มขึ้นถึง 90% และเพื่อเตรียมการต่อภาวะข้าวสาลีขาดตลาด บริษัทใหญ่อย่าง Glencore และ Cargrill จึงได้ตั้งเป้าผูกขาดตลาด เพื่อทำกำไรสูงสุดหากปริมาณข้าวสาลีทั่วโลกยังลดลงต่อเนื่อง
ช็อกโกแลตสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไม่เพียงแต่ทำให้น้ำแข็งเท่านั้นที่ละลาย ช็อกโกแลตที่รักของหลายๆ คนก็เช่นกัน อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 3 องศาก็ส่งผลให้เมล็ดโกโก้ในกานาและไอเวอรี่โคสต์ลดลงอย่างฮวบฮาบ ปรากฏการณ์นี้ส่งผลอย่างมากต่อประเทศแถบแอฟริกาซึ่งทำรายได้จากการขายโกโก้ (ขายดีขนาดเปรียบเปรยกันว่า ชาวบ้านสามารถเก็บเมล็ดโกโก้จากต้นแล้วไปแลกเป็นเงินสดได้ทันที) แต่โชคยังดีที่แม้วัตถุดิบช็อกโกแลตจะลดลง แต่มันก็ยังไม่หายไปเสียทีเดียว กลุ่มประเทศที่ปลูกต้นโกโก้อาจต้องย้ายพื้นที่เพาะปลูกไปยังที่เหมาะสมกว่า สภาพอากาศเย็นกว่า ประมาณ 200 ไมล์จากชายฝั่ง และหากมองในแง่ดี ผลผลิตโกโก้ที่ลดลงอาจทำให้คุณภาพช็อกโกแลตดีขึ้นก็ได้
กาแฟถือเป็นอาหารที่หายากไปเรียบร้อยแล้วสำหรับกาแฟ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศ วงจรฝนที่เปลี่ยนไป ส่งผลกระทบกับทุกภูมิภาคที่ปลูกกาแฟ เช่น บราซิล เวียดนาม แอฟริกา สิ่งยืนยันว่าผลผลิตกาแฟลดลงเห็นได้จากราคากาแฟที่สูงขึ้นอย่างมาก ระหว่างปี 2010 ถึง 2011 ผู้ผลิตกาแฟในสหรัฐอเมริกาอย่าง Maxwell House และ Folgers ขึ้นราคากาแฟถึง 25%
เบอร์เบิ้นการผลิตเบอร์เบิ้นในมลรัฐเคนตักกี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศตามฤดูกาล สภาพอากาศและอุณหภูมิของโลกเปลี่ยนไป ส่งผลต่อรสชาติและสีสันของเบอร์เบิ้น เป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้จากรูปแบบฤดูกาล และตามที่คาดการณ์ไว้ว่าใน 100 ปีข้างหน้า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มขึ้น 3 องศา ก็อาจทำให้มลรัฐเคนตักกี้ไม่สามารถผลิตเบอร์เบิ้นได้อีกเลย

น้ำผึ้งหนึ่งในตัวบ่งชี้ผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศก็คือการตายของผึ้งเป็นจำนวนมาก และแน่นอนจำนวนผึ้งที่ลดลงย่อมทำให้สิ่งที่ผึ้งเท่านั้นผลิตได้อย่าง “น้ำผึ้ง” ลดลงไปด้วย อย่างไรก็ตาม ของหวานชนิดนี้ไม่ได้หายไปเสียทีเดียว เพราะผึ้งถือเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ที่ปรับตัวกับโรคภัยไข้เจ็บได้ดี  เพราะฉะนั้น มันอาจจะปรับตัวกับอุณหภูมิโลกที่เปลี่ยนไปได้
ถั่วลิสงดูเหมือนว่าการผลิตถั่วลิสงจะได้ประโยชน์จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพราะถั่วลิสงออกผลผลิตดีขึ้นเมื่อมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น แต่ทว่าในฤดูร้อนที่แห้งแล้งก็ทำให้ผลผลิตถั่วลดลงไปมาก การขาดแคลนถั่วลิสงยังหมายถึงเนยถั่วที่ลดลงด้วย ราคาเนยถั่วได้พุ่งสูงขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างที่บอกว่าถั่วลิสงออกผลผลิตได้ดีในที่มีคาร์บอนไดออกไซด์สูง จึงคาดการณ์กันว่าจะกลับมาเพาะปลูกได้อีกในปีหน้าที่อากาศเริ่มเย็นลง
 
อากาเว่
อากาเว่เป็นอาหารให้คาร์โบไฮเดรตตัวหลักของชาวเม็กซิกัน และเป็นวัตถุดิบผลิตเตกีล่าด้วย แต่ด้วยความแห้งแล้งในภาคเหนือของเม็กซิโกทำให้การทำเกษตรทุกประเภทได้รับผลกระทบ และรัฐบาลก็ถูกกดดันจากอเมริกาและยุโรปให้ปลูกข้าวโพดเพื่อผลิตเอทานอลแทน นั่นอาจหมายถึงเราจะมีเอทานอลเพิ่มขึ้นขณะที่เตกีล่าน้อยลงไวน์
อากาศที่ร้อนขึ้นในพื้นที่ปลูกองุ่นของแคลิฟอร์เนียอาจทำให้ปริมาณองุ่นลดลงถึง 50% จากที่เคยผลิตได้ในปี 2004 และพื้นที่อื่นๆ ของประเทศก็กำลังพบเจอกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นเช่นกัน การผลิตไวน์อาจจะต้องย้ายที่ เมืองฟิงเกอร์เลคที่ชานเมืองนิวยอร์กและพูเก็ตซาวนด์ในรัฐวอชิงตันอาจจะกลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกไวน์แห่งใหม่ก็เป็นได้


ทักษะการวิ่ง...เพื่อสุขภาพ




1. เทคนิคในการวิ่ง


          การลงเท้าที่ถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อป้องกันการบาดเจ็บสำหรับนักวิ่งเพื่อสุขภาพ โดยส้นเท้าจะสัมผัสพื้นก่อน ทั้งฝ่าเท้าจึงจะตามลงมา และเมื่อปลายเท้าหมุนลงมาแตะพื้นก็เป็นจังหวะที่ส้นเท้าเปิดขึ้น ปลายเท้าก็จะคล้ายตะกุยดิน ถีบตัวเหมือนสปริงดีดตัวขึ้นบนและเคลื่อนไปข้างหน้า จุดที่เท้าสัมผัสพื้นควรตรงกับหัวเข่า งอเข่านิดๆ เท้าควรจะสัมผัสพื้นหลังจากที่ได้เหยียดออกไปข้างหน้า ส่วนอีกเท้าเหวี่ยงไปข้างหลัง ควรจะลงแตะพื้นเบา

2. ความหนัก ความนาน และความบ่อยของการวิ่ง

          ความหนักหรือความเร็ว ควรใช้ความเร็วที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยจนต้องหายใจแรง แต่ไม่ถึงกับต้องหายใจทางปากหรือมีอาการหอบ เมื่อวิ่งไปแล้ว 4 - 5 นาทีควรมีเหงื่อออก ยกเว้นในอากาศเย็นจัดอาจยังไม่มี แต่สามารถวิ่งต่อไปได้เกิน 10 นาที อาจใช้ความเร็วคงที่ตลอดระยะทาง หรือจะวิ่งเร็วสลับช้าบ้างก็ได้ แต่การวิ่งติดต่อกันโดยไม่หยุดถึง 10 นาทีเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนักสำหรับผู้ที่ไม่ได้เล่นกีฬาหรือวิ่งเป็นประจำอยู่ก่อน ฉะนั้นผู้ที่เริ่มวิ่งทุกคนจึงไม่ควรตั้งความหวังสำหรับการวิ่งครั้งแรก ว่าจะวิ่งให้ได้ตลอดมากกว่า 10 นาทีโดยไม่สลับด้วยการเดิน

 3. การอบอุ่นร่างกายก่อนวิ่งและการผ่อนคลายร่างกายหลังวิ่ง

          ก่อนและหลังวิ่งทุกครั้งควรอบอุ่นร่างกายและผ่อนคลายร่างกายประมาณ 4 - 5 นาที โดยวิ่งเหยาะๆ ด้วยความเร็วที่น้อยกว่าที่ใช้วิ่งจริง พร้อมทำกายบริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายด้วย แต่บางครั้งร่างกายอ่อนแอ อาจอดนอนหรือเจ็บไข้ หรือวิ่งในขณะอากาศร้อนจัดและไม่ได้ทดแทนน้ำและเกลือแร่พอเพียง อาจเกิดอาการที่ส่อ สัญญาณเตือนอันตราย ขึ้นขณะวิ่งได้ เช่น อาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้หรือหน้ามืดเป็นลม รู้สึกหายใจไม่ทันหรือหายใจไม่ออก ใจสั่น แน่นเจ็บตื้อบริเวณหน้าอกหรือลมออกหู หูตึงกว่าปรกติ มีบางรายอาจควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้